Skip to content

Go Forth

ชอบบทโฆษณานี้

Your life is your life don’t let it be clubbed into dank submission.
Be on the watch.
There are ways out.
There is a light somewhere.
It may not be much light but it beats the darkness.
Be on the watch.
The gods will offer you chances.
Know them.
Take them.
You can’t beat death but you can beat death in life, sometimes.
And the more often you learn to do it, the more light there will be.
Your life is your life.
Know it while you have it.
You are marvelous the gods wait to delight in you.

Advertisements

Good Life

1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเริ่มเอา Friends Season 1 มาดูเพื่อฝึกภาษา โดยไม่ใช้ subtitle เลย ดูแล้วก็รู้เรื่องดีครับ สนุกด้วย สมัยก่อนดูใน UBC แต่ก็โดดไปโดดมา ไม่มีเวลาติดตามเป็นเรื่องเป็นราว


แต่หลังจากดูไปเรื่อยๆแล้ว มีความรู้สึกว่า ชีวิตแบบในเรื่องนี้มันก็ดีเหมือนกันนี่หว่า มีชีวิตธรรมดาๆ ไม่ต้องพยายามไขว่คว้าอะไร มีเวลาก็นั่งสังสรรค์เฮฮา กับเพื่อน แล้วก็หาเรื่องสนุกๆเข้ามาในชีวิตเรื่อยๆ แต่ละคนไม่ได้มีชีวิตที่เรียกว่าในฝันหรือประสบความสำเร็จอะไร แต่เค้าก็มีความสุขกันในแต่ละตอน กับเรื่องที่ผ่านเข้ามา คิดๆไปแล้วแค่นั้นมันก็อาจจะดีพอแล้วก็ได้

ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ อีกเรื่องคือ The Big Bang Theory ที่ก็ให้ความรุ้สึกคล้ายๆกัน

แม้ทั้ง 2 เรื่องเป็นเรื่องแต่ง แต่เราก็น่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขแบบตัวละครในเรื่องได้

ว่าแล้วก็หาอะไร สนุกๆ ทำดีหว่า

Read it later piles

ทดลอง ใช้ Read it later  บริการเก็บเว็บไว้อ่านทีหลัง มาได้หลายอาทิตย์แล้ว และค่อนข้างโอเคและเข้ากันได้ดีกับ Galaxy Tab เลยจะย้าย จากแต่เดิมที่ ใช้ Instapaper มานาน(คนทำออกตัวว่า ไม่เอา android)

พอจะย้ายก็พบว่า ที่  save เก็บไว้ใน Instapaper นั้นมีเยอะมากกกกก ปกติ จะอ่านแบบ LIFO ทำให้มีดองอยู่เยอะจนตกใจ

เลยต้องเปลี่ยนแผน ไว้ค่อยๆ ทยอยย้ายและกรองอะไร ที่ไม่น่าสนใจแล้วออกไป

แต่ลองนับจำนวนแล้ว รวมทั้ง แหล่งอื่นๆที่ เกี่ยวกับการอ่านเว็บของผม มี ยอดประมาณนี้

  • Google Reader :  361
  • Instapaper : 247
  • Read it later : 45
  • Bookmarks : 18

แล้วก็ยังมี paper pdf อีกกระบุงนึง ที่กองๆไว้อยู่ ไม่อยากจะนับ  แล้วยังมีหนังสือดองไว้ใน kindle อีก หึหึหึหึ….จะเอาเวลาที่ไหนไปอ่านหมดเนี่ยยยยยยย!

ยังไม่รู้จะทำไง แต่ก็ยังไม่กล้า delete all อยู่ดี

Battlestar Galactica

(spoiled นิดหน่อย)

1-2 อาทิตย์ก่อน ผมพึ่งดู sci-fi series เรื่องนึงจบไป ชื่อ Battlestar Galactica

เรื่องนี้ค่อนข้างดังที่อเมริกาเมื่อหลายปีก่อน มีพี่ที่บริษัทแนะนำให้ดู แล้วพอดู ก็ติดทันทีเลยครับ มีทั้งหมด 4 season + 1 mini series โดย season 1-2 นี่สนุกมาก แต่ช่วง season 3-4 นี่ เริ่มยืด ไม่จบซักที แต่ก็เลิกดูไม่ได้ เพราะอยากรู้บทสรุป

เนื้อเรื่องคร่าวๆ เกี่ยวกับ สงครามระหว่างมนุษย์กับ cyborg โดยที่ มนุษย์ถูก cyborg ยิง nuke ถล่ม จนเกือบสูญพันธุ์ จนเหลือแค่ยานที่ชื่อ Battlestar Galactica กับยานอีกจำนวนหนึ่ง และต้องเดินทางออกแสวงหาดาวที่อยู่อาศัยใหม่ โดยมี cyborg ตามล่า

เนื้อเรื่องสนุกและเข้มข้น แต่สิ่งที่สนุกไม่ใช่เรื่องสงครามในอวกาศ แต่เป็นการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ที่เหลือรอดอยู่ บนยาน มีทั้งการเมือง การทหาร civilization ความหวาดระแวง ทรัพยาการทีมีจำกัด ปรัชญา ต่างๆนาๆ เพื่อจะเอาชีิวิตรอด และ ยานให้รอด

มุมมองที่ผมชอบ อย่างหนึ่งในเรื่องนี้ คือในหลายๆตอน หนังนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับ teamwork และปัญหาของ teamwork ซึ่งเราเจออยุ่บ่อยๆ ในชีวิตการทำงาน

แม้จะอยู่ในบริบทของทหาร แต่การมีภารกิจที่ต้องทำร่วมกัน (โดยอาจจะมีชีวิตเป็นเดิมพัน)  การเสียสละ การเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา ความเห็นที่แตกต่าง ความเห็นที่ขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชา ความไม่เท่าเทียม ความหวัง ความผิดหวัง ความผิดพลาด

บางครั้งเราต้องเชื่อมั่นในผู้นำ แม้เค้าจะมีข้อบกพร่อง บางครั้งเราต้องเสียสละทำสิ่งที่ลำบากกว่าแทนคนอื่น เพื่อให้ยานอยุ่รอด

หรือแม้แต่ผู้นำก็มีปัญหาของตัวเองเช่นกัน

หรือการเชื่อใจเพื่อนร่วมทีม

มีอยู่ตอนนึง ที่นักบินคนนึงที่ทุกคนรู้กันว่าเก่งที่สุด แต่เจ็บขา ขับเครื่องบินไม่ได้ แต่อยากจะฝืนออกไปทำภารกิจ เพราะเป็นภารกิจที่ชี้ืชะตาของยาน ถ้าพลาด ก็จบกัน นักบินคนนี้อยากไปบินมาก พยายามขัดขืนจะไปบิน แต่ก็ไม่ได้ไป ได้แต่ให้เพื่อนไปแทน ขณะที่นักบินคนนี้ยืนดูเพื่อนทำภารกิจ อยู่ในห้องควบคุมยานกับนายพลที่คุมยานทั้งหมด(เป็นพ่อของนักบินที่ไปทำภารกิจด้วย)  นายพลคนนี้พูดกับนักบินอย่างนึง ผมจำคำพูดเป๊ะๆไม่ได้ แต่ประมาณว่า เมื่อเราขึ้นมาเป็นหัวหน้า ในใจก็ยังอยากจะไปบินแทนใจจะขาด แต่ทำไม่ได้ เรามีหน้าที่ของเรา เราทำได้แต่เชื่อใจพวกเค้า เท่านั้น

ในเรื่องยังมีการนำเสนอ การตัดสินใจยากๆ ของผู้นำ 2 คนบนยานคือ ประธานาธิบดีหญิง(ที่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็น แต่ตัวจริงโดน nuke ตายหมด) และ นายพลใกล้เกษียณที่ควบคุมยาน  มีทั้งตัดสินใจที่ถูกต้องและที่ผิดพลาด  และต้องยอมรับความจริงจากผลที่เกิดตามมา

นายพลคนนี้พูดคำนึงว่า เมื่อเราตัดสินใจอะไรไปแล้ว ต้องอยู่กับมันให้ได้

สรุปแล้ว เป็น series ที่แนะนำให้ดูเรื่องนึง แต่เตือนไว้ก่อนว่าจะดูดเวลามากมาย ฮ่าฮ่า

สอบ GRE ครั้งแรก

วันพุธที่ผ่านมาพึ่งไปสอบ GRE มา ฮ่าฮ่า เป็น GRE ครั้งแรกของผม พูดถึงการเตรียมตัว เรียกว่า เข้าใกล้ 0 แหะๆ

ไม่มีแรงกระตือรือร้นจะเตรียมตัว แล้วงานก็ยุ่งๆ เลยไปสอบแบบงงๆ อ่านๆ ติวๆ ก่อนสอบประมาณ 2 วัน

แผนการคือ verbal ช่างมัน เอา Quantitative ให้เต็ม กับ Writing ให้ดีๆ

ก็ อ่านแนวข้อสอบ Writing ในเว็บ ETS ไปแล้วก็อ่านพวกติว writing ไป ท่องคำเชื่อมที่ต้องใช้ เตรียม structure ประโยคที่จะเขียนไว้คร่าวๆ บลาๆๆ Quantitative ก็ ไปอ่านศัพท์เลขนิดหน่อยผ่านๆตา  Verbal ก็ท่องเท่าที่จะท่องได้

การสอบครั้งนี้ เป็นการสอบ GRE แบบใหม่ หรือ revised test ครับ เค้าบอกมีความแตกต่างจากเดิมที่ verbal มีประโยคให้เติม แล้วก็ Quantitative ที่มีให้เติมคำตอบด้วย มี เครื่องคิดเลขให้ (ได้ใช้ด้วยนะ)

ศูนย์สอบที่เลือกผม(ผมไม่มีทางเลือก) คือที่ตึก Maneeya center ใกล้ๆ BTS ชิดลม ลงจาก BTS เดินเข้าตึกได้เลย

ผมไปแต่เช้า ศูนย์สอบยังไม่เปิด ยังไม่มีคนมาซักคน เลยออกไปหาอะไรกิน แล้วกลับมารอ ก็เริ่มมีคนมา ไม่นาน ก็เปิดห้องให้ลงทะเบียน

การลงทะเบียน ไม่มีอะไรวุ่นวาย ถ้าใครเคยสอบพวกนี้มาแล้วก็ไม่ต่างกัน แสดงเอกสาร เซ็นชื่อ ถ่ายรูป เสร็จ เข้าห้องสอบเลย

การสอบ มี 6 section จะได้พักตอน section 3 จบ 10 นาที  คลิกๆๆ เริ่มสอบ

Part แรก คือ writing ครับ เริ่มด้วย Issue essay  มีประโยคมา ให้เขียน agree/disagree  เนื่องจากเคยหัดมาตอน สอบ TOEFL แล้ว เลยรู้สึกคุ้นเคย แต่หัวข้อที่ได้นี่สิ แทบไม่มีอะไรในหัวไปโม้่เลย ก็ได้แต่ด้นๆ ไป จนเสร็จ แต่อ่านทวนไม่ทัน  อันต่อมาก็ Argument essay อันนี้ สนุกดี ก็เขียนๆไปครับ คิดว่า ตัวเองเก็บ assumption ได้เพียงพอนะ มันมี flaws เยอะ แต่เวลาเขียนไม่พอ

ผ่าน section แรกไป กำลังดีๆ

ต่อมา เป็น verbal 20 ข้อ  ทำไม่ได้เลย หะหะ มั่วแหลก จริงๆ ไม่รู้ว่า ข้อสอบมันต่างกับแบบเก่าแค่ไหน ยังไง แต่ รู้สึกว่า โอกาสมั่วถูกนี่ยากมาก เพราะลำพังคำศัพท์ในช้อยส์ก็ไม่รู้เรื่องแล้ว ไอประโยคที่ให้มา ก็ยังมีคำศัพท์ยุ่บยับ แล้วก็มีบางข้อ เป็น passage สั้นๆ แต่อ่านกี่รอบๆ ก็จับใจความไม่ค่อยได้ เป็น passage ที่ขยันใช้ศัพท์ยาก มาก (toefl ง่ายกว่า)

ต่อมาเป็น Quantitative ทำได้เรื่อยๆ มั่นใจว่า เต็ม แต่ละข้อ คิดสองรอบ ก็ยังเสร็จแบบเหลือเวลา อารมณ์ดีๆ

แล้วก็พัก กลับมา เป็น verbal อีก ก็มั่วอีก ครับ (พยายามคิดแล้วนะ)  แล้วก็ Quantitative  อีกครั้ง

คราวนี้ ประมาณข้อ ที่ 7  ผมแปลโจทย์ไม่ออก!!!   โจทย์ว่า สี่เหลี่ยมมี perimeter 40  แล้วมี อีกสี่เหลี่ยม มา inscribed ในสี่เหลี่ยมนี้   แปลสองคำนี้ไม่ออกครับ แปลคำแรกไม่ออกนี่รู้สึกโง่มาก เคยเห็นอยู่แวีบๆ แต่ปกติ ได้รูปช่วย แต่นี่ไม่มีรูปประกอบ   เลยเดาว่า แปลว่า เส้นทะแยงมุม แล้ว inscribed แปลว่าซ้อนใน   แล้วคิดดู คำตอบไม่มีในช้อยส์ พยายามคิดหลายท่ามา แต่ก็ไม่มีคำตอบ เลยเว้นไว้

ใช้เวลาข้อนี้ไปนานมาก เพราะคิดว่าทำข้อที่เหลือทัน เพราะ part ก่อน เวลาเหลือเยอะ ก็ทำๆไป อีก สองสามข้อ จู่ๆ ความยากก้พุ่งขึ้นซะเฉยๆ งง เลย คิดไม่ออก เลยพาลตกใจ ลน กว่าจะรวบรวมสติ คิดได้ แล้วข้อถัดๆมา ก้ยากระดับเดียวกัน

เจออีกข้อ คิดไม่ออก แล้วเวลาก็ น้อยลงทุกที เลย ข้าม กะว่า เดี๋ยวมาดูใหม่ ก็เจอข้อยากอีก! สรุป เลย กลายเป็น ทำข้อสุดท้าย ไม่ทัน และเว้นไอ 2 ข้อนั้นไปด้วย T-T เซ็งขอรับ  เซ็งมาก เสียกระบวนท่าเลยทีเดียว

Verbal อันสุดท้่าย นี่ ไม่มีสมาธิใดๆ ใจยังเสียดายกับ Quantitative อันเมื่อกี้อยู่

จบออกมา ก็ยังเสียดายอยู่ ด้วยความที่เป็นเป็นข้อสอบแบบใหม่ คะแนนเลยยังไม่ประกาศทันทีหลังสอบเสร็จ ได้แต่บอกว่า ผมได้ Verbal ในช่วง 340-440 กับ Quantitative 740-800  แต่คะแนนแบบใหม่จริงๆ มันอีก scale นึง

และด้วยความเป็นสอบแบบใหม่ การประกาศคะแนนจริงจะ ช้ากว่าปกติด้วย รอเงกเลย

เดี๋ยวคงจะเตรียมตัวอีกทีแล้วไปสอบอีกที อีกสองเดือนล่ะครับ