Skip to content

ชีวิตการทำงาน 6 เดือนแรก

October 18, 2009

ถึงเวลาที่จะต้องเขียนแล้วล่ะครับ ก่อนเวลาจะผ่านไปมากกว่านี้

ช่วงเริ่มทำงาน

ผมได้งานตั้งแต่ก่อนเรียนจบครับ ได้งานที่บริษัทซอฟท์แวร์แห่งหนึ่งแถวสีลม ในตำแหน่ง System Engineer พร้อมกับเพื่อนๆ อีก 5-6 คนที่เข้ามาพร้อมๆกัน

เริ่มงานตอนเดือนเมษา เรียกได้ว่าไม่ได้พักอะไรเท่าไหร่ เรียนจบปั๊ปก็ ทำงานต่อเลย และจนบัดนี้ก็ยังไม่ได้เที่ยวเท่าไหร่ (เสียดายยิ่งนัก)

สิ่งที่ผมคาดหวังจากการทำงานที่นี่ คืออยากเห็นว่า ที่เค้าพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่ทำเป็นธุรกิจเนี่ย มันเป็นอย่างไร ทำกันแค่ไหน อยากจะได้สัมผัสจริงๆ ที่เค้าว่ากันว่า โปรแกรมเมอร์เหมือนอาชีพกรรมกรไอทีนั้น เป็นจริงรึเปล่า?(นี่คือคำถามลึกๆในหัวผม) ไม่ได้มองถึงการเติบโตเท่าไหร่ เพราะคิดจะเรียนต่ออยุ่แล้ว และทีนี่ก็ให้ผลตอบแทนดีมากด้วย

ช่วงเดือนแรก เท่าที่จำได้ ยังไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่ แต่พอจะได้รู้เรื่องโปรเจคที่จะต้องไปทำแล้ว ก็ได้แต่วางแผนกันคร่าวๆ

งานที่ผมต้องทำคือ พัฒนาระบบอันนึงให้ลูกค้า โดยลูกค้ามีระบบเดิมอยุ่แล้ว แต่ต้องการพัฒนาให้ดีขึ้น แต่จริงๆก็คือทำใหม่น่ะแหละ ระบบก็ไม่ได้ซับซ้อนครับ เป็น web app สำหรับ read/write datebase และ gen report แต่ด้วยความที่ ในทีมส่วนใหญ่เป็นเพื่อนๆกันที่เรียนจบด้วยกันมา เรียนเหมือนๆกัน และพี่ๆที่มีประสบการณ์ก็ไม่ใช่สาย technical เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเรื่องทาง technical ก็จะเป็นพวกเรากันเองนี่แหละ ที่ตัดสินใจกันเอง อันไหนที่คิดว่าดีก็ทำอันนั้น รวมทั้งกระบวนการออกแบบและพัฒนาระบบด้วย

อย่างที่บอกครับ ระบบไม่ได้ซับซ้อน แต่สิ่งที่ยากคือ เวลามันจำกัดมาก เมื่อเทียบกับขนาดของระบบ บวกกับ developer ที่ชั่วโมงบินน้อยอย่างพวกเรา การออกแบบบางอย่าง กระบวนการแบบมือสมัครเล่นบางอย่าง ก็ทำให้การพัฒนาระบบทำได้ช้าอยู่เหมือนกัน แต่งานต้องรีบ ก็เหนื่อยกันพอสมควร แต่โดยภาพรวมก็ผ่านไปได้ครับ ทุลักทุเลบ้างบางจังหวะ แต่ก็ผ่านไปได้

ชีวิตประจำวัน

ช่วงนั้นลักษณะการทำงานก็คือ แบ่งงานเป็นส่วนๆแล้วก็พัฒนากันไปครับ พี่หัวหน้าที่คุมก็ ทำ timeline มาเรียบร้อย (ซึ่งก็ทำตามไม่ได้ งานเลทมากมาย) ก็พยายามทำตาม timeline กันไป เขียนโปรแกรม งกๆไปเรื่อยๆ พยายามไล่ timeline ให้ทัน เจอปัญหาก็ช่วยกันแก้กันไป เริ่มงาน สิบโมง หกโมงก็เริ่มเก็บของ แล้วก็ เอาโนีตบุ๊กบริษัท กลับไปทำที่บ้านต่อตอนดึกๆ แล้วแต่งานใครเร่งแค่ไหน (แต่ส่วนใหญ่ก็เร่งทุกคน) ก็เหนื่อยครับ แต่ก็ต้องทำเพราะมันเร่ง

แต่ถึงแม้จะเร่งหรือเครียดบ้างๆ แต่บรรยากาศการทำงานก็ดีครับ เพราะก็เพื่อนๆที่เรียนด้วยกันมาทั้งนั้น พี่ๆก็ดี นี่ผมถือว่าเป้นโชคดีนะ ที่ไม่มีปัญหาเรื่องคน ในทีมที่ทำงาน และแม้จะเร่ง แต่ก้ยังมีไปพักตีแบดที่จุฬากับเพื่อนในบริษัทและที่อื่นบ้าง และก็พักผ่อนดูหนังเสาร์อาทิตย์ แต่ตอนกลางคืนเสาร์อาทิตย์ก็นั่งทำงานต่ออยุ่ดี แต่บางอาทิตย์ก็อู้ ขอพักผ่อน

ตัดสินใจเปลี่ยนงาน

ใช่ครับ ปัจจุบันผมไม่ได้ทำอยุ่ที่บริษัทแรกที่เล่าด้านบนนี้แล้ว ผมเริ่มคิดเรื่องเปลี่ยนงาน ตอนประมาณ เดือนที่ 4 ของการทำงาน ก่อนหน้านั้นก็มีเพื่อนที่ทำอยุ่อีกบริษัทมา แย๊บๆชวนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้คิดจริงจัง จนเดือนที่ 4 ตอนนั้นงานก็ พีคพอสมควร และผมก็เริ่มคิดจริงจังในหัว แต่ไม่ได้บอกใครทั้งสิ้น แม้แต่พ่อแม่ คิดวนๆในหัว คิดหน้าคิดหลัง คิดเยอะมาก ว่าจะเอาไงกับชีวิตดี จนถึงวันนึงผมก็ตัดสินใจ ด้วย เหตุผล 3 ข้อ

  • ผมไม่ชอบงานเขียนโปรแกรมที่ทำอยุ่ โปรแกรมสไตล์ read/write database และ gen report ผมรู้สึกมันน่าเบื่อมากสำหรับผม และก็ได้แต่เขียนตาม requirement ไป สร้างสรรค์อะไรไม่ได้เท่าไหร่ แม้แต่ UI หรือเทคโนโลยี ก็เลือกเองไม่ได้ เพราะ TOR เขียนไว้แล้วว่า ให้ใช้อะไร (แม้แต่ IDE !!) สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเบื่อมาก ที่ได้แต่เขียนโค้ด ตามสั่งไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก และพอเบื่อ ก็ทำให้ผมวอกแวกได้ง่ายมากๆ ปกติถ้าเขียนโปรแกรมแล้วอารมณ์ติดจริงๆ จะทำได้แบบลืมวันลืมเวลา แต่งานนี้เกิดแบบนั้นน้อยมาก เจอสิ่งเร้าภายนอกนิดหน่อย ก็จะวอกแวก นี่ทำให้ผมนอน ตึ 3-4 เป็นกิจวัตรไปเลย ไม่ดีต่อสุขภาพอีก
    อาจจะมองว่า อาจจะเป็นแค่โปรเจคนี้ที่ระบบมันเป็นแบบนี้ โปรเจคหน้าอาจจะสนุกก็ได้ แต่เท่าที่ผมดูและคาดเดา โปรเจคหน้าก็น่าจะสไตล์แบบนี้ ไม่ต่างมากนัก
  • อยากเรียนรู้จาก คนเก่งๆ ตรงนี้ต้องขยายความหน่อยครับ เนื่องจากในทีมที่ทำด้วยกันส่วนใหญ่ ก็เพื่อนที่เรียนจบด้วยกันมาและพี่ๆหลายคนก็เรียนจบที่เดียวกัน ห่างกันปีเดียว เพราะฉะนั้น ความคิด วิธีการ และฝีมือ ผมรู้สึกว่า ใกล้เคียงกัน ไม่ต่างกันมากนัก การทำงานจึงเป็นพวกเราคิดกันเอง คิดว่าอะไรดีก็ทำ วิธีไหนดีก็ทำแบบน้ัน ทั้งๆที่ไม่แน่ใจและไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สิ่งที่ทำมันดีจริงๆรึเปล่า ตรงนี้ผมอยากใช้คำว่า “มวยวัด” ซึ่งมันมีข้อดีนะครับ คือได้คิดและแก้ปัญหาด้วยตัวเองทั้งหมด คิดเองทำเอง เรียนรู้เองเต็มๆ แต่ข้อเสียก็คือมันจะปิดโลกพอสมควร มีที่ปรึกษาคือ google และมักจะยึดวิธีเดิมที่เคยใช้มา ที่คิดว่ามันดี ซึ่งถ้าเรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์ก็น่าจะได้เห็นหลายๆมุมมองมากกว่านี้  แต่สำหรับพี่ๆที่มีประสบการณ์ในบริษัท ก็ออกไปทางคุมโปรเจคซะมากกว่า ไม่ใช่ technical ซึ่งตรงนี้ผมก็ได้เห็นได้เรียนรู้วิธีดำเนินโปรเจค และบริหารโปรเจค หลายอย่างทีเดียว อันนี้ก็ดีครับ
    สรุปแล้ว ผมต้องการ mentor ครับ เพื่อจะพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้
  • ผมได้เห็นสิ่งที่คาดหวังด้านบนแล้ว ได้เห็นการพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่เค้าทำกันในระดับเป็นธุรกิจแล้วว่าประมาณไหน และได้เห็นอีกหลายอย่างๆ แม้อาจจะระยะสั้นๆ (บางคนอาจบอกว่า โปรเจคเดียว จะไปเห็นอะไร) แต่ด้วยเรื่องเวลา ถ้าไม่ตัดสินใจ อาจจะต้องติดพันโปรเจคหน้าอีกหลายเดือนต่อไปอีกและด้วยเหตุผลข้อแรก นั่นทำให้ผมรู้สึกว่า ต้องรีบตัดสินใจแล้ว และดำเนินการเลย

แน่นอนครับ ทำงานไม่ถึงปี จะเปลี่ยนงานแล้ว ต้องมีคนรอบข้างมองว่า เราเป็นคนไม่อดทนแน่ๆ ทำไมไม่อดทนต่อหน่อย แล้วงานที่ใหม่ รู้ได้ไงว่าจะเป็นงานที่ใช่ งานที่ชอบ อาจจะแย่กว่าเดิมก็ได้ เรื่องนี้เป็น 50% ของการคิดมากเรื่องเปลี่ยนงานเลยครับ คิดมาก วนไปวนมา คิดหน้าคิดหลัง จนแม้จะมีเหตุผล 3 ข้อด้านบนสนับสนุนแล้ว ก็ยังคิดเรื่องนี้อยู่ดี ช่วงนั้นจะเห้นผมตั้ง status หลายๆที่ เกี่ยวกับเรื่อง ชีวิต ฮ่าฮ่า มันคือเรื่องนี้แหละครับ

จนวันนึง คิดว่าต้องตัดสินใจแล้ว คิดจนคิดต่อไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว รวมทั้งตัวกระตุ้นอย่างประโยค

Life is either a great adventure or nothing – Helen Keller

และฉากกระโดดบันจี้จัมพ์ในหนัง กาลิเลโอ ผมจึงตัดสินใจเด็ดขาด เป็นคนไม่อดทน ใช่ แต่ไม่รู้จะอดทนไปทำไมและไม่มีเหตุผลจะต้องทนและผมก็มีทางเลือกอื่นที่อย่างน้อยมีโอกาสว่าจะดีกับชีวิตมากกว่า ก็เลยตัดสินใจติดต่อบริษัทใหม่ ผ่านทางเพื่อนในคืนนั้นเลย แล้วก็ดำเนินการแบบลับๆ ไม่ได้บอกใครที่บริษัท มีแต่เพื่อนที่ บริษัทใหม่นี้รู้เท่านั้น รวมทั้งบอกแค่ พ่อกับแม่ แค่นั้น อะไรจะต้องลับขนาดนั้นใช่มั้ย เพราะตอนนั้นงานกำลังพีคครับ และไม่อยากให้มีปัญหาในทีมเท่าไหร่

จนเป็นอันว่า ได้งานบริษัทแห่งใหม่เรียบร้อยแล้ว ก็เลยเริ่ม บอกคนในทีมบนโต๊ะอาหาร ตอนต้นเดือนที่ 5 (ส.ค.)เพื่อนๆในทีมตกใจกันนิดหน่อย แต่พี่หัวหน้าที่คุมบอกไม่แปลกใจนัก แค่งงว่า ทำไมบอกก่อนนานจัง  เพราะผมบอกก่อนว่าจะออกตั้ง เกือบ 2 เดือน ปกติ มีแต่ บอกแล้วพรุ่งนี้ออกเลย ไม่ก็ สิ้นเดือนออก

แล้วหลังจากนั้น ก็ทยอยๆ ค่อยๆ แพร่ข่าวออกไป จน ไปลาออกกับ พี่เจ้าของบริษัทในที่สุด ตื่นเต้นมาก ลาออกครั้งแรกในชีวิต

หลังจากคุยกับพี่เค้าซักพัก ตอนแรกเหมือนจะมีโน้มน้าวแต่พอรู้ว่าเซ็นสัญญาที่ใหม่แล้ว พี่เค้าก็ไม่ว่าอะไร ก็อวยพร และจากกันด้วยดีครับ

หลังจากนั้นก็ทำงาน อีก เดือนกว่าๆ จนจบเดือนที่ 6 (ก.ย.) พร้อมๆกับที่ โปรเจคก็เรียกว่า ปิด ได้พอดี ตามที่กะไว้

สิ่งที่ได้เรียนรู้

ในทาง technical ไม่ได้เรียนรุ้อะไรมากมายนัก แต่การทำงานได้เรียนรู้เยอะเหมือนกันครับ

  • ได้ใช้ชีวิตคนทำงานหรือมนุษย์เงินเดือนจริงๆ เสาร์อาทิตย์เป็นอะไรที่มีค่ามาก และไม่มีวันหยุดเท่าไหร่ กลับบ้านดึกๆ ถ้าไม่ทำอะไรก็เกือบหมดเวลาแล้ว นี่ไม่นับว่า ต้องทำงานต่ออีก และก็มีเงินเดือนเป็นของตัวเอง ผมรุ้สึกว่าพอมีเงินเดือนแล้ว จะกินอะไรๆแพงขึ้น ใช้เงินเยอะขึ้น 😛
  • ได้เห็นการทำงานพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่เค้าทำกันจริงๆ ขั้นตอนต่างๆ รูปแบบต่างๆ ได้เห็นอะไรหลายอย่างทีเดียว แม้จะระยะสั้นๆ
  • ลูกค้าเป็นปัจจัยสำคัญมาก ที่จะทำให้เราทำงานได้ง่ายหรือยาก ขนาดไม่ได้ เจอลูกค้าตรงๆนะเนี่ย
  • ผมจะพยายามไม่เป็นลูกค้าที่งี่เง่าเด็ดขาด
  • ผมคิดว่า ถ้ามองง่ายๆ หลักๆบริษัทคอมพิวเตอร์มันมีอยู่สอง แบบคือ service กับ product แบบ service คือ รับทำตามสั่ง ทำ solution ให้ เป็น consult ให้ ซึ่งมักจะเป็นส่วนใหญ่ในไทย กับแบบ product คือ คิดทำสร้างสรรค์ product ของตัวเอง แล้วเอาไปขายให้กับคนที่ต้องการ  ส่วน support จะแทรกอยู่ทั้งสองแบบ และก็อยู่ตามฝ่ายไอทีของบริษัทต่างๆครับ  แต่บางบริษัทก็จะผสมทั้ง service และ product
  • การเปลี่ยนงาน ไม่ใช่เรื่องดีครับ มี overhead หลายอย่างเหมือนกัน ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ เพื่อนใหม่ อีกหลายๆอย่าง
  • การเปลี่ยนงาน จะรู้สึกตะหงิดๆเวลาอัพเดท profile ตัวเอง แล้วเห็นว่าตัวเองอยู่มาหลายบริษัท และอยู่ไม่ข้ามปี ด้วย ดูไม่ดีเท่าไหร่ 😛
  • ได้เข้าใจตัวเองมากขึ้นในหลายๆด้าน

อนาคต

ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆแล้วจนบัดนี้ ก็ยังมีเรื่องที่ผมคิดอยู่เรื่อยๆ คือ เอาไงกับอนาคตของตัวเอง และจะเดินไปทางไหนดี มันไม่เหมือนสมัยเรียนที่วางแผนค่อนข้างง่าย เพราะมีแบบแผนระดับนึงว่า เรียนประถมจบก็ต่อมัฐยม แต่พอจบมหาลัย ชีวิตการทำงาน มันไม่ใช่แล้ว ตอนนี้ในหัวคิดว่า อยากจะเรียนต่อแน่ๆ แต่ก็ยังคิดไปไกลกว่านั้นอยู่ดีว่า เรียนต่อแล้วจะทำอะไรต่อ (คิดมากไปมั้ยเนี่ย) ความเห็นผม ผมคิดว่าอนาคตมันต้องวางแผนระดับนึงครับ วางกรอบไว้คร่าวๆ แล้วเดินไปทางนั้น ทำได้สำเร็จรึเปล่าหรือจะเบี่ยงออกนอกเส้นรึเปล่าก็ค่อยว่ากัน และอนาคตมันก็จะมีเรื่องให้คิดมากขึ้นเรื่อย ทั้งครอบครัว ภาระต่างๆ ต้องกินต้องใช้ มันต้องวางแผนกันหน่อยล่ะครับ

ณ ตอนนี้ ผมค่อนข้างเชื่อและโน้มไปทางปรัชญาการทำงานที่บอกว่า “ทำในสิ่งที่รักและชอบ แล้วเดี๋ยวทุกอย่างจะดีเอง” ครับ

ปล. ขอบคุณพี่ๆและเพื่อนๆ ที่บริษัทมากนะครับผม หวังว่าจะได้ร่วมงานกันใหม่ โอกาสหน้า 😀

Advertisements

From → diary

8 Comments
  1. Suphan Fayong permalink

    ความจริงเราว่านายก็คิดดีแล้วนะที่ย้ายงาน เพราะว่าปกติชาว IT ทุกคนก็อยากจะทำงานไปด้วย และพัฒนา skill ของตัวเองไปด้วย ถ้านายอยู่ที่เดิมอาจจะพัฒนา skill ช้าเกินไป เพราะว่านายทำแต่อะไรเดิมๆที่เคยทำ แต่ถ้าไปอยู่ที่ใหม่แล้วได้ทำอะไรที่แปลกใหม่ก็น่าจะเรียนรู้อะไรได้เยอะกว่า

  2. ปริญญา permalink

    ที่มึงเคยพูดว่า “เวลามีน้อย จะทำอะไรก็รีบทำ” มันมีอิทธิพลกับชีวิตกูมากเลยว่ะ

    วันก่อนเดินในสีลมคอมเพล็กซ์ อยู่ดีๆก็อยากกินฟูจิ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงคิดแล้วคิดอีกเพราะราคามันแพง แต่พอนึกถึงคำพูดมึงขึ้นมาแล้ว กูเลี้ยวเข้าไปในร้านทันทีเลยว่ะ หมดไปประมาณ 250 บาท T_T

    อีกวันนึงก็เดินอยู่ในสีลมคอมเพล็กซ์ (อีกแล้ว) เจอเกมส์ตู้แบบหยอดเหรียญ Time crisis ภาค 4 อยากเล่นมาก แต่รู้ว่าเสียหลายตังค์แน่ๆ ทันใดนั้น คำพูดมึงก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกแล้ว ถ้าเอาแต่กลัวเสียตังค์เยอะ ชาตินี้ก็คงไม่มีวันได้เล่น เลยตัดสินใจแลกเหรียญ 10 มาเป็นกำ กะว่าต้องเล่นให้จบ และมันก็เล่นจบได้จริงๆ หมดไป 50 บาท

    ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่อารมณ์ประมาณนี้ คงเล่าได้ไม่หมด แต่ที่แน่ๆคือ ชีวิตกูเปลี่ยนไปเยอะมากด้วยประโยคสั้นๆของมึง คือว่า เงินกูหายไปเร็วมากเลยว่ะ

  3. Ake permalink

    บางทีคนเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากนะ 😀

    ปล.มีอะไรกับ IDE ป่าวเนี่ยยยยยย

  4. กูลืมบอก ว่าอ่านแล้ว :}

  5. nitty permalink

    แล้วชีวิตที่ทำงานใหม่ตอนนี้เป็นไงบ้าง
    เราก้อยากเปลี่ยนงานที่เพิ่งจะเริ่มทำแค่ 3 วัน
    เพราะรุ้สึกว่ามันไม่ใช่
    อย่างนี้จะรู้สึกไวเกินไปหรือเปล่า

  6. เงินเดือนน้อยไปหรือเปล่าครับถึงได้ตัดสินใจออก

Trackbacks & Pingbacks

  1. ชีวิตในปีที่ 23 ทำอะไรไปและมีอะไรต้องทำ « Teerapap Blog
  2. 1 year later @ Teerapap Blog

Leave a Reply to code11x2 Cancel reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: