Work at home due to the crisis
ช่วงนี้ บ้านเมืองอยู่ในวิกฤต ยิ่งเหตุการณ์ผ่านไปยิ่งเริ่มเข้าใจว่า หลายๆประเทศที่เคยเห็นในข่าวว่าเค้ารบกันหรือขัดแย้งกันรุนแรง หรือแม้แต่ที่เราเรียนกันว่า กรุงแตก มันเกิดขึ้นได้ยังไง ยิ่งเห็นยิ่งหดหู่ ยิ่งฟังยิ่งเครียด ตอนนี้มีความคิดว่า ถ้าเราช่วยอะไรไม่ได้ ก็ควรจะอยู่เฉยๆไม่พูดอะไรดีกว่า ด่าทอใครก็ไม่เกิดประโยชน์ ยิ่งก่อให้เกิดความเกลียดและโกรธ ต่อเนื่องมากขึ้นไปไม่สิ้นสุด
ตั้งวันจันทร์และวันนี้ ผมทำงานที่บ้าน มา 2 วันแล้วว โชคดีที่บ้านอยู่ชานเมือง ไกลจากบริเวณที่เกิดเหตุมาก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาได้ ก็รู้สึกปลอดภัยได้เลย แต่ออฟฟิศ อยู่แถวสาทร ซึ่งก็ยังไม่ใช่ที่เกิดเหตุ แต่ก็ค่อนข้างใกล้ เลยไม่กล้าไป เพราะกลัววันดีคืนดี การกระชับพื้นที่มันจะขยายวงออกมาแถวบริษํท แล้วจะไม่ปลอดภัย แต่นี่ก็ 2 วันแล้ว ยังไม่เกิดอะไรขึ้น อาจจะเปลี่ยนแผนอีกที
การทำงานที่บ้าน เลยต้องทำทุกอย่าง remote แบบเต็มที่ ด้วย vpn หะหะ ตื่นขึ้นมาประชุมกับพี่ๆในชุดนอน ผ่าน IM หรือไม่ก็ ประชุม skype ก็สนุกดี IM ก็เด้งตลอดเวลา เพราะคุยต่อหน้ากันไม่ได้ โดยรวมแล้วก็ไม่ลำบากมากนัก เหมือนจะสะดวกดีแต่บางเรื่องก็ไม่สะดวกเท่าเจอหน้ากันอยู่ดี
แต่สิ่งที่ได้จากการทำงานที่บ้านคือ ความเงียบ เพราะอยู่บ้านคนเดียว interrupt น้อยมาก ยิ่งถ้า ปิด twitter ด้วยแล้ว ถ้าเข้าโหมดได้เรียกได้ว่ามีสมาธิมาก ง่วงๆตึงๆก็ลงไปนอนพักบนเตียงห้าถึงสิบนาทีแล้วก็ลุกขึ้นมาทำต่อได้ แต่ สิ่งที่ไม่ดีคือ เส้นแบ่งระหว่าง งานกับการเวลาส่วนตัวมันเบลอมาก ตื่นมาก็เข้างานได้เลย และไม่มีช่วงเวลาที่เดินออกจากบริษํท แบบนี้มันก็ไม่ดีต่อตัวเองเท่าไหร่อะนะ ต้องคุมดีๆ
พรุ่งนี้คงจะทำงานที่บ้านต่ออีกวัน ดูสถานการณ์อีกทีว่าจะเปลี่ยนแผนรึเปล่า
แต่ยังก็ขอให้บ้านเมืองเข้าสู่ความสงบ เป็นปกติโดยเร็วและยั่งยืนนะครับ
นับเป็นข้อดี หรือเปล่าหว่า
ทำไมเราทำงานอยู่บ้านถึงเหมือนรู้สึกได้พักผ่อนเลยฟะ – - ไม่เห็นจะมีใครในทีมคุยอะไรกันเลย