1 อาทิตย์ที่ผ่านมา..
<
ไม่ รู้นะ เราเข้าใจว่าเกิดจากเราถูกบาสกระแทกสมัยม.ต้น หรือไม่ก็อาจจะตั้งแต่เกิด ก็ไม่รู้ แต่เราเคยก่อนมาพบหมอ เราลองวัดลมหายใจจมูกสองข้าง ปรากฏ ว่าออกข้างซ้ายข้างเดียว เหอๆ ตอนนั้นก็แปลกใจแต่ไม่คิดอะไร ก็เลยตกลงกับหมอว่าจะผ่านตัด ตรงจมูกให้ตรงเป็นการผ่านโดยใช้กล้องเอนโดสโคป ดมยาด้วย แล้วก็ ยิงคลื่นความถี่วิทยุที่เนือเยื่อในจมูก เพดานแถวๆลิ้นไก่ แล้วก็ โคนลิ้นเค้าบอกมันจะหดตัว ถ้าทำทุกอย่างเสร็จอาจจะทำให้ หายใจดีขึ้นแล้วไม่หยุดหายใจ พอถึง รพ. เราก็ไปพบแพทย์ประจำบ้าน(คือะไรก็ไม่รู้ แต่เค้าเรียกกันอย่างนั้น) แล้วก้คุยกับหมอปารยะ คนที่จะผ่าตัดเรา เป็น ผศ. เลยนะ หุหุ คุยเสร็จก้เข้าห้องพัก หุหุ อยากจะบอกว่าห้องที่ได้อยู่ที่ตึกใหม่ แทบจะร้างคนไข้ เงียบมาก ยังใหม่เอี่ยม เข้าไปในห้อง หรูโคดอ่า นึกว่า ห้องผุ้ป่วยของศิริราชจะเก่าๆ ทึมๆหน่อย แต่หยั่งกะโรงแรม(จริงๆนะ) มีทีวี ห้องน้ำก็หรูกว่าที่บ้านกุอีก เป้นฝักบัว แล้วมีเหมือนกระดานฝ้า เลื่อนปิดกั้นเป้นห้องกลมๆไว้อาบน้ำ ไม่รู้นึกออกกันมั้ย แต่ดูดีแล้วกานมีเครื่องทำน้ำอุ่นด้วย แล้วก็ไม่ใช่ห้องทึบหมด ด้านในสุด หรือด้านซ้ายของเตียง ผนังเป็นกระจกเลื่อนอ่า แล้วก้มีม่าย คนไข้นอนไปมองวิวตึกข้างนอกได้ด้วยถึงจะไม่สวยแต่มันก็โอเค หุหุ พอสำรวจเสร็จ ก้ลงไปกินข้าว ชึ้นล่างสุดของตึก เป็น Food center พึ่งเปิดใหม่ ทำเหมือน food center ในห้อง ไม่นึกว่าศิริราชจะมีอะไรแบบนี้ 5555 กินข้าวเสร้จก้ขึ้นมาบนห้อง นอนครับท่าน ง่วงสะสมมาหลายวัน ตื่นมาก้กินข้าวเย็นแล้วก้นอนดูทีวีสบายใจทั้งๆที่วันรุ่งขึ้นจะผ่าตัดแล้ว ตอนเช้าเลย พอซักทุ่มนึง ก้มีนางพยาบาลมาตัดขนจมูกให้ แล้วก็ให้ล้างจมูก ด้วยการเอาเข็มฉีดยาพลาสติกอ่านึกออกใช้แมะ ก้มหน้าฉีกสวนเข้าไปในจมูก คัดจมูกเล็กน้อย แล้วก้ มานอนดุทีวีต่อ หลับจริงๆประมาณเที่ยงคืนอ่า ผ่านตัดแถวๆ 8 โมง อ่านางพยาบาลบอก ตลอดทั้งคืน มีนางพยาบาลเข้ามาปลุกวัดไข้กะจับชีพจรหลายครั้ง(กุยังปกตินะเว่ย) พอเช้าตื่นมา 6 โมงกว่า เตรียมไปผ่าตัด เออลืมบอกไป เสื้อคนไข้ใส่ยากมากถ้าไม่เคยใส่ สายผูกเต็มไปหมด ชวนงงอย่างยิ่ง ต่อๆ พอซัก 7 โมงนางพ.บ. ก็มาบอกว่าจะมีคนมารับแถวๆ 8 โมง เตรียมตัวไว้ เช้านั้นวันที่ 7 เป็นวันที่เค้าสมัครสส. ปาร์ตี้ลิสต์มั้งถ้าจำไม่ผิด นั่งดูแล้วก้มีคนมาเรียก ถึงเวลาผ่านตัดแล้ววววว
โทดทีพึ่งรู้ตัวว่า ไม่ค่อยได้เว้นย่อหน้าอาจจะอ่านกันตาลายซักนิดต่อไปจะพยายามเว้นนะ
คน ที่มาเรียก มาจากห้องผ่านตัดเอาเตียงมาด้วย เราก้ขึ้นไปนอนแล้วก็เข็นไปห้องผ่านตัดอีกตึกชื่อตึก สยามินทร์ ความรู้สึกเวลานอนมีคนเข็นสนุกดี เวลาลงลิฟท์จะเสี่ยวนิดๆ พอถึงหน้าห้องผ่าตัด ม๊าเราก้บอกว่า ม๊ารออยู่ข้างนอกนะ แล้วเค้าก็เข็นเข้าไปในห้อง กลิ่นอายของการผ่าตัดปะทะจมูกทันที เราไม่กลัวเท่าไหร่เพราะรู้สึกว่า เดี๋ยวคงดมยาสลบแล้วก้ไม่รู้สึกอะไรแล้วและก็เห้นว่ามันไม่ได้เป็นการผ่าตัด ใหญ่อะไรมาก หมอพูดประมาณนั้น เพราะจริงๆแล้วถ้าไม่ต้องผ่าตรงจมูก แค่ยิงคลื่นความถี่ แบบนั้นไม่ต้องดมยา กลับบ้านได้เลยด้วยซ้ำ เราก้เลยเฉยๆ พอเข็นเข้าไป แอร์เย็นมาก ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรต้องเย็นขนาดนี้ เดาว่า มันช่วยยับยั้งแบคทีเรีย เหมือนตู้เย็นที่แช่เก้บอาหารรึเปล่า หรือไม่ก็พวกคนที่ทำงานในห้องพวกนี้มักจะใส่หลายชั้น มีเสื้อกาวน์ มีหมวกมีผ้าปิดปาก มีถุงมือเลยไม่รู้สึกว่ามันหนาว พอเข้าไปเข้าก้เข็นเราไป ไว้มุมนึงของห้องใหญ่ๆ ชิดกะประตู เข็นเอาไปทิ้งไว้ เค้าบอกเดี๋ยวมีคนมารับต่อแล้วก็เดินหายไป เรานอนอยู่ซักพัก ก็มีเตียงอีกหลายเตียง เข็นมาไว้ข้างๆ มีทั้งคนแก่ เด็กผุ้หญิง ผุ้ใหญ่ หลายเตียงทีเดียว(เหลือบมอง+ฟังเสียง) แต่เราอยู่รีมสุด นี่กุคิวแรกเหรอเนี่ยหรือทำหลายห้องพร้อมกัน นอนอยู๋ซักพักมีคนมาถามข้อมูล ถามชื่อ ถามว่ารู้มั้ยว่าวันนี้มาทำอะไร เคยผ่าตัดมั้ย แพ้ยาอะไร มีคนมาถามแบบนี้ 2-3 รอบ ถามซ้ำๆกันนี่แหละ ช่วยไม่ได้ก้ต้องตอบไป ซักพัก ก้มีคนมาแต่เค้าเข็นคนริมฝั่งนู้นเข้าไป เฮ้ย นี่กุคิวสุดท้ายเหรอ กุมาถึงก่อนเลยนะ แป๊ปนึงก้ทยอยๆเข้าไป เรียงจากฝั่งนู้น อะไรฟร้า กว่าถึงกุ แต่ไม่นานก็มีคนเข็นเราเข้าไป เข้าไปอีกห้องนึงแอร์เย็นขึ้นอีก พอเข้าไปในห้องผ่านตัดจริงๆ แอร์จะเย็นโคดๆ มีแผงไฟ ไว้ส่อง 4 ดวง 2 แผงอยู่ด้านบน ห้องผ่าตัดชัวร์ นอนไม่มีคนสนใจอยู๋แป๊ปนึง ก็มีคนเดินไปเดินมา รอบตัว ไม่กล้าหันไปมอง เดาว่าเค้าเตรียมของกันอยู๋ ด้วยความรู้ชีวะอันน้อยนิด ก็ฟังรุ้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง ได้ความว่า หมอยังไม่มา (ต้องใช้ความรุ้ชีวะด้วยเรอะ) caseแบบนี้ไม่ค่อยได้ทำ(
หมายถึงการแก้สันจมูกคด septoplasty) พอคุยกันซักพัก เค้ามาคุยกะเรา เค้าก็ถามแบบเดิมรู้มั้ยวันนี้มาทำอะไร แล้วก็ให้เราเขยิบขึ้น เพราะขายื่นออกนอกเตียง เติยงสั้นโคด เขยิบมันก้ยังยื่นอยู่ดี แล้วเค้าก็ให้เปลี่ยนเสื้อตอนนั้นเราสั่นมากๆ เค้าก้บอกว่า สั่น เป้นไรๆ อยากจะตอบดังๆว่า กุหนาวเว่ย แต่ก็ตอบได้แค่ หนาวนิดหน่อยคับ 5555 เปลี่ยนเส็ดเค้าก็ให้บ้วนปากด้วยน้ำยาสีดำออกสนิมๆยังไงไม่รู้ รถขมโคดๆ บ้านเสร็จก้นอน เค้าเริ่มเอาผ้ามาห่มตัว แล้วแป๊ปนึงก็ฉีดยาชาขมลงไปในคอ ไม่ถึง 2 นาที แถวๆโคดลิ้นก้ชา ไม่รู้สึกอะไรแล้วว ชาเร็วอย่างเหลือเชื่อ ด้วยความรู้ชีวะที่ว่าการชาคือ เซลล์หายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน ผลิตกรดแลกติกออกมา ก็งงว่าสารอะไรหนอไปเร่งได้เร็วขนาดนั้น แป๊ปนึงเค้าก็เอาท่อมา บอกว่าเป็นออกซิเจน ไม่ทันคิดว่ามันจะเป็นยาสลบ สูดไป 2 ฟืดอย่างรวดเร็ว ฟืดที่ 3 ก็ไม่รับรุ้อะไรอีกเลย........
ได้ ยินเสียงอะไรซักอย่างนึง แล้วก้มีคนมาจับมือ ก็เลยลืมตา เห็นม๊ายืนอยู่ข้างๆบอกว่าเสร็จแล้วตอนนี้อยู๋ไอซียู ตอนนั้นความคิดแรกคือ จบแล้วว ต่อจากนั้น ก้พยายามยกขา มันยกไม่ขึ้นว่ะ มันแทบไม่รู้สึกอะไรเลย เหมืนอหนักไปหมด แม้แต่แขนก้ลำบาก ก็เลยนอนต่อ เพราะถ้าฝืนต่อไปคงอึดอัด พอนอนตื่นมาอีกตื่น ม๊าก็ไม่อยู่แล้ว ตอนนี้ลองยกขา ยกได้แล้วแต่ยังรู้สึกเหนื่อยอยู่ แล้วพึ่งรู้สึกว่า ตัวเองใส่หน้ากากหายใจอยู่ แล้วก็มี สายน้ำเกลือที่แขน ลืมบอกไปว่าเค้าเจาะสายน้ำเกลือตั้งแต่เช้าก่อนผ่าแล้ว ไม่นานก็รุ้สึกตัวอีกว่า ตอนนี้ไม่สามารถหายใจด้วยจมูกได้ ได้แต่หายใจทางปาก รู้สึกจมูกถูกปิดอย่างมิดมากๆไม่แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเค้าอุดไว้ยังไง ตอนนั้น ไม่ได้ตกใจอะไรมากมาย เพราะหมอบอกแล้วว่าอาจจะต้องหายใจทางปาก แต่ซักพักเริ่มคอแห้ง กลืนน้ำลายก็เจ็บ เพราะมีแผลที่จี้คลื่นวิทยุในปากและมันจะรู้สึกหูอื้อเวลากลืน ลองดูก็ได้เอามือบีบจมูกให้ลมออกน้อยที่สุดหรือหาอะไรอุดแบบมิดจริงๆแล้ว กลืนน้ำลาย จะหูอื้อ เพราะเวลากลืนลมในปกมันจะออกทางจมูก แต่พอออกไม่ได้มันเลยไปแก้วหู เริ่มรุ้สึกทรมานตั้งแต่นั้นมา หายใจด้วยปากซํกพักคอจะแห้งโคดๆ น้ำลายก็ค่อยๆท่วมปาก เราเป้นคนน้ำลายเยอะด้วย หมอฟันเคยบอก กลืนน้ำลายก้เจ็บ แป๊ปเดียวท่วม แป๊ปเดียวท่วม ทรมานโคดๆ คอก็แห้งนะ แปลกมาก ตอนนั้น ม๊ามาที่เตียงแล้ว แต่เค้าให้เยี่ยมได้แค่คนละ 5 นาที ครั้งละ 2 คน เพราะมันเป้นห้องไอซียู ม๊าเราบอกว่า คืนนี้ต้องค้างที่นี้ก่อนนะ พุ่งนี้ค่อยย้ายไปห้องเดิม ตอนนั้นยังไม่คิดอะไร เราคงหลับได้ แป๊ปเดียวคงพุ่งนี้ เพราะตอนนั้นก็เหนื่อยๆ บอกปัญหาเรื่องคอแห้งกะน้ำลายแม่เราก็ไปขอถุงมาให้แล้วก็เอาทิชชู่มาวางไว้ บอกให้ซับเอา ถ้ากลืนไม่ได้ คอแห้งม๊าไม่รู้จะช่วยยังไง ประเดี๋ยวป๊าก้เขามาหลังจากที่ม๊าออกไป ป๊าพูดประมาณว่า หมอบอกทุกอย่างปกติดี แต่ที่ให้ไอซียูก่อนเพราะต้องการเซฟเพราะ นี่ผ่าตัดเกี่ยวกับจมูกและก้ปาก เกิดมีเลือดไหลหรือแอคซิเดนท์อะไร มันอาจจะทำให้หายใจไม่ได้ซึ่งมันอันตราย นอนดูอาการไปก่อน เราฟังแล้วก็ดูมีเหตุผล เลยไม่ได้คิดอะไร แล้วป๊าก้บอกว่าเดี๋ยวจะกลับไปบ้านไปรับ น้องมาเยี่ยมนะ เราก็โอเค แล้วป๊าก็เดินออกไป เราก็นอนขืนไม่หลับต้องทรมานกะเรื่องหายใจและคอกะน้ำลายแน่ ก็หลับไป ตื่นอีกทีก้เย็นแล้วโชคดีที่ม๊าเอานาฬิกาไว้ให้ไม่งั้นแย่แน่ ประมาณ 5 โมง ป๊าม๊าและก้น้องก็มา ยังคงทรมานอยู่ คุยกันซักพัก 2-3 รอบแล้วเค้าก้กลับกัน 5 โมง กว่าเอง พยายามจะนอน แต่ก็นอนไม่หลับตาสว่าง คอแห้งเจ็บคอ เจ็บหู ใส่หน้ากากหายใจอีก คืนนั้นเป็นคืนที่ทรมานที่สุดในชีวิต ทั้งคืนมองดูนาฬิกา ถี่มากๆ บางชม.แทบจะทุก 10 วิ ไม่ได้เว่อร์จริงๆนะ เตียงเป็น เตียงปรับขึ้นลงโดยกดปุ่ม นอนเมื่อยๆก็พยายามกดให้ขึ้นมานั่ง ซํกพักก็เมื่อย ก้ลงไปนอน มันนอนไม่หลับอ่า เพราะคอแห้งและน้ำลายนี่แหละ หันไปดูรอบข้าง เราอยู่ตรงมุมพอดี เตียงข้างๆเป็นอาม่า ถัดไปเป็นผุ้ใหญ่ ถัดไปเป็นอากง ทุกคนในห้องล้วนแต่เป็นผุ้ใหญ่ แถมนอนหลับได้สบาย แต่เราตาสว่าง นางพยาบาลมาถามว่านอนไม่หลับเหรอ เราก้ตอบไป ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เค้าก็เดินไปทำอย่างอื่นต่อ อยากจะนอนกคิดอะไรเรื่อยเปื่อยคิดเรื่อง artwork จะเสร้จมั้ย คิดว่าพุ่งนี้จะทำอะไร สมัครเอนท์วันดี วางแผนนู่นนี่ แต่ก็คิดได้ไม่นานเพราะ เจ็บคอ มันมาขัดอยู่เรื่อย ก็เลยเลิก ตลอดคืนมีช่วงที่รู้สึกดีช่ว]
]>
+ พยาบาลศาสตร์ไม่เรียนโฟลวเรต A1v1 = A2v2
+ 75 องศา ..โอ๊ะ
+ ไว้วันจันกุไปช่วยเช็ดตัวนะ : P